ไม่กี่วันก่อนผ่านจะพ้นปีแห่งภัยพิบัติครั้งหายนะที่สุดในยุคหลังสงครามของญี่ปุ่น รัฐบาลและบริษัทพลังงานไฟฟ้าโตเกียว (เทปโก้) ได้ประกาศความคืบหน้าการคลี่คลายวิกฤติโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ ที่ดำเนินมานาน 9 เดือน นับจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มเมื่อ 11 มีนาคม ว่า เวลานี้ โรงไฟฟ้าอยู่ในสถานะที่เรียกว่า โคลด์ ชัตดาวน์ ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิภายในเตาปฏิกรณ์ต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส และไม่แพร่รังสีสู่บรรยากาศอีก ซึ่งทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะทำให้โรงไฟฟ้าอยู่ในสภาพเสถียรให้ได้ก่อนสิ้นปี
ขั้นตอนต่อไปคือ การปลดระวางและขจัดการเปรอะเปื้อนรังสี ที่เทปโก้และหน่วยงานรับผิดชอบของญี่ปุ่น ได้เผยโรดแม็พเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ว่า อาจจะต้องใช้เวลาร่วม 40 ปี บนหนทางอันยาวไกล ใช้งบประมาณมหาศาลที่ยังประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ กับเต็มไปด้วยความท้าทายให้ญี่ปุ่นได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่มีอะไรที่ลูกหลานซามูไรทำไม่ได้ ด้วยยังไม่เคยมีปฏิบัติการในลักษณะนี้ที่ไหนมาก่อน
ภายใต้พิมพ์เขียวปลดระวางโรงไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่การเคลื่อนย้ายแท่งเชื้อเพลิงออกจากบ่อแช่เชื้อเพลิงใช้แล้วที่ชั้นบนสุดของแต่ละอาคารปฏิกรณ์ ภายใน 2 ปี ซึ่งมีอย่างน้อยหนึ่งบ่อที่มีรังสีสูงมาก เพราะเคยเกิดระเบิดจากการสะสมของก๊าซไฮโดรเจนทำให้อาคารปฏิกรณ์ได้รับความเสียหาย
จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกได้ว่าท้าทายด้านเทคนิคที่สุดคือ การเคลื่อนย้ายแท่งเชื้อเพลิงในถังครอบเตาปฏิกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่า หลอมละลายจนทรุดลงมายังก้นของแกนเชื้อเพลิง หรือก้นถังครอบแล้ว กระบวนการนี้จะใช้เวลาราว 25 ปีนับจากปัจจุบัน
เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้แล้ว ก็จะต้องใช้เวลาอีกราว 5-10 ปีสำหรับการขจัดเศษซากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ทั้งหมด
แต่ก่อนอื่น ทีมวิศวกรจะต้องหาวิธีการเข้าถึงถังครอบเชื้อเพลิง ประเมินขนาดความเสียหาย ตลอดจนระบุตำแหน่งรูรั่วและรอยร้าวที่ทำให้น้ำหล่อเย็นรั่วไหลท่วมพื้นอาคาร ซึ่งจะต้องอาศัยความสำเร็จในการพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทำงานในระยะไกลได้ เพราะรังสีภายในอาคารปฏิกรณ์สูงมาก
ดังนั้น ข้อสอบแรกๆ ก็คือ การพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับการนี้ภายในปีหน้า(2556) เพื่อเริ่มขจัดการปนเปื้อนในเตาปฏิกรณ์ในปีถัดไปคือ 2557
การปิดโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ ยุ่งยากซับซ้อนกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ในยูเครน หรืออดีตสหภาพโซเวียตเมื่อ 25 ปีก่อน ซึ่งเป็นอุบัติภัยนิวเคลียร์ในระดับ 7 เช่นกัน เพราะมีเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ให้ต้องจัดการมากกว่า อีกทั้งยังไม่รู้ชัดถึงระดับความเสียหาย ปริมาณเชื้อเพลิงที่หลอมละลาย และวัสดุที่จะต้องเคลื่อนย้าย รวมถึงระดับรังสี จึงเป็นไปได้ที่เทปโก้และรัฐบาล อาจจะต้องปรับตารางเวลาไปตามข้อมูลภายในเตาปฏิกรณ์ที่หุ่นยนต์เก็บรวบรวมได้ในภายหลัง
และหากเทียบกับอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่เกาะทรีไมล์ รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2522 แล้ว ทรีไมล์มีขอบข่ายเล็กกว่า แม้แกนปฏิกรณ์บางส่วนหลอมละลายเสียหาย แต่ถังครอบเชื้อเพลิงยังอยู่ดีและปล่อยรังสีแพร่กระจายน้อยกว่า
แต่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจินั้น แท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์สามหลัง หลอมละลายรั่วออกมาในถังแรงดัน และอาจมีหนึ่งเตาที่คาดว่าเชื้อเพลิงหลอมละลายทรุดลงอยู่ที่ก้นถัง อุปกรณ์บางอย่างได้รับความเสียหาย และปล่อยน้ำเปื้อนรังสีรั่วไหลออกมา
ความแตกต่างเหล่านี้ เป็นความท้าทายด้านเทคนิคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาหนทางเก็บกู้เชื้อเพลิงที่หลอมละลาย ที่นักวิชาการระบุว่า เศษเล็กเศษน้อยของเชื้อเพลิงเหล่านั้น กระจัดกระจายคล้ายกับมูลนก อยู่ในระบบท่อและอุปกรณ์อื่นๆ ที่ก้นถังครอบเชื้อเพลิง
นายโกชิ โฮซาโนะ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบวิกฤติการณ์นิวเคลียร์ ยอมรับว่า ยังไม่เคยมีประเทศไหนในโลกที่ต้องรื้อถอนเตาปฏิกรณ์ 3 แห่งที่แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายอย่างร้ายแรงในคราวเดียว หนทางจากนี้ไป คืออนาคตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ทั้งหมด แต่ญี่ปุ่นจะต้องทำ แม้จะเจออุปสรรคขวากหนามระหว่างทาง และจะไม่ให้เหตุผลการเงินมาเป็นอุปสรรค
แผนปิดโรงไฟฟ้า มีขึ้นหลังจากญี่ปุ่นประกาศแผนการก่อนหน้านั้นว่า จะเริ่มดำเนินการต้นเมษายนที่จะถึงนี้ ในการที่จะพาผู้อพยพที่เคยอยู่ในรัศมีใกล้โรงไฟฟ้าที่สุดบางส่วนจาก 88,000 คนกลับบ้าน และเตรียมทุ่มงบประมาณอย่างน้อยล้านล้านเยน เพื่อขจัดรังสีที่เปรอะเปื้อนในหมู่บ้าน สวนสาธารณะ และถนนหนทาง นอกจากนี้ รัฐบาลยังกำลังพิจารณาเพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยจะยอมให้การปนเปื้อนซีเซียมในอาหารเหลือเพียง 1 ใน 5 จากเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในปัจจุบันอีกด้วย
เมื่อหัวใจของแผนจัดการสถานการณ์ภายหลังอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในระยะยาวของญี่ปุ่น คือการพลิกฟื้นพื้นที่ประสบภัย ให้กลับมาเป็นดังเดิมก่อนหน้าวิกฤตินั้น ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญมองว่า จะเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งเช่นกันในทางปฏิบัติ
รังสีที่แพร่จากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 15% จากปริมาณรังสีวิกฤติโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลแพร่ออกมา เพราะเชอร์โนบิลไม่มีอาคารครอบเตาปฏิกรณ์แบบของญี่ปุ่น แต่แผนขจัดการเปรอะเปื้อนที่เชอร์โนบิลง่ายกว่า ด้วยการสร้างคอนเทนเนอร์คอนกรีตหนาครอบเตาปฏิกรณ์ที่เสียหายเพราะไฟไหม้ และอพยพคนโดยรอบออกไปจากพื้นที่อย่างถาวร ขณะที่ญี่ปุ่นมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่าง เพราะไม่ได้มีที่ดินเหลือเฟือ กับมีความผูกพันกับถิ่นที่อยู่อย่างมาก จึงไม่อาจทำเช่นนั้นได้
นายโกชิ โฮซาโนะ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศเล็กๆ ผู้คนคงรับไม่ได้ หากมีพื้นที่กว้างใหญ่ปล่อยว่างโดยไม่มีใครอาศัยอยู่
ญี่ปุ่นจึงพร้อมจะทุ่มเวลา กำลังกายและกำลังทรัพย์ เพื่อขจัดรังสีที่โรงไฟฟ้าและพื้นที่โดยรอบ ให้อยู่ในระดับไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพให้ได้
ฝ่ายไม่เห็นด้วยเกรงว่า ความพยายามที่จะฟื้นฟูพื้นที่เปื้อนรังสีในฟูกูชิมะกลับคืนดังเดิม อาจเป็นโครงการฟุ่มเฟือยและเสียเปล่า แต่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า นี่เป็นโอกาสอวดชาวโลกถึงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมแพ้ การเป็นเจ้าเทคโนโลยี และพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งถึงความยิ่งใหญ่ของชาวอาทิตย์อุทัย
คำบอกเล่าของ ฟูกูชิมะ 50
ก่อนหน้าประกาศแผนปิดโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ นายโกชิ โฮซาโนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบวิกฤตินิวเคลียร์ เดินทางไปยัง จ.ฟูกูชิมะ เมื่อเดือนที่แล้ว และไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณเหล่าคนงานที่เสียสละอยู่รับมือกับสถานการณ์วิกฤติ จนทำให้ญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายทำให้โรงไฟฟ้าเสถียร ในวันนี้ พร้อมระบุว่าเป็นความพยายามที่ต้องชื่นชมและยกย่อง
เมื่อเร็วๆ นี้ เทปโก้ได้เผยแพร่รายงานคำบอกเล่าของพนักงานโรงไฟฟ้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นาทีที่พวกเขาเผชิญกับแผ่นดินไหว ตามด้วยสึนามิที่ทำให้ระบบไฟฟ้าและหล่อเย็นของโรงไฟฟ้าเป็นอัมพาต และลุกลามเป็นวิกฤตินิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลกในรอบ 25 ปี
หัวหน้าคนงานคนหนึ่งซึ่งรายงานไม่ได้เผยชื่อ เล่าว่า รู้ตัวว่าหายนะกำลังมาเยือนเมื่อแสงไฟติดๆ ดับๆ และดับสนิทในที่สุด รวมทั้งไฟในห้องควบคุม มารู้อีกทีว่าเป็นสึนามิที่ถล่มโรงงาน เมื่อคนงานคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง ตะโกนว่า น้ำทะเลกำลังทะลักเข้ามา
"ไฟฟ้าใช้การไม่ได้ ผมมืดแปดด้าน คนงานอื่นๆ ตื่นตระหนก พวกเขาถกเถียงกัน มีคนหนึ่งถามว่า "พวกเราจะอยู่ที่นี่ไปเพื่ออะไร ในเมื่อควบคุมเตาปฏิกรณ์ไม่ได้แล้ว"
"ผมก้มหัวและขอร้องพวกเขาให้อยู่" หัวหน้าคนนี้เล่า
รายงานฉบับนี้ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ เป็นครั้งแรกที่คนภายนอกได้รับรู้รายละเอียดสถานการณ์ในวันนั้นจากปากคำของพนักงาน ที่ได้รับคำชื่นชมเป็นฮีโร่ ในฐานะคนที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อป้องกันวิกฤตินิวเคลียร์
พวกเขา เล่าถึงความพยายามลดแรงดันภายในเตาปฏิกรณ์ด้วยการเปิดวาล์วระบายอากาศด้วยมือ
คนงานคนหนึ่งเล่าว่า เราสวมชุดป้องกันเต็มรูปแบบ แต่ไม่สามารถปล่อยให้คนงานหนุ่มๆ เข้าไปทำงานนี้ได้ เพราะต้องเข้าไปในพื้นที่ที่รังสีสูงมาก พอผมเข้าไปในจุดที่เปิดวาล์ว ก็ได้ยินเสียงที่รู้สึกขนลุก เสียงกรอบแกรบดังชัดจากฐานเตาปฏิกรณ์ เมื่อยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบไปบนนั้นเพื่อเอื้อมแตะวาล์ว รองเท้าบู๊ทยางสีดำก็ละลายและลื่น เพราะความร้อนสูงมาก
ระหว่างพยายามกอบกู้สถานการณ์ คนงานต้องเจอกับอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงหลายระลอก ต้องกัดฟันวิ่งไปอยู่บนเนินสูง เพราะกลัวสึนามิ โดยที่ยังต้องสวมหน้ากากคลุมทั้งหน้าอยู่
พนักงานอีกคน เล่าถึงการเร่งรีบแข่งกับการวางสายเคเบิล เพื่อกู้ไฟฟ้าให้เร็วที่สุด "พวกเราทำเสร็จในเวลาเป็นชั่วโมง ทั้งที่ปกติ ต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือสองเดือน แถมต้องทำในที่ที่ยังมีน้ำขังเป็นแอ่ง และกลัวไฟดูด
ก่อนหน้านั้น นายมาซาโนะ โยชิดะ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ให้สัมภาษณ์กับเอชเอชเค ยอมรับว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม หรือสามวันหลังวิกฤติเริ่มขึ้น แรงดันในเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทำให้คนงานไม่สามารถฉีดสารน้ำหล่อเย็นเข้าใส่แกนปฏิกรณ์ เพื่อป้องกันแท่งเชื้อเพลิงหลอมละลายได้ ตอนนั้น คิดว่า ทุกอย่างจบแล้วและคงจะตายแน่ ซึ่งตนพร้อมรับชะตากรรม แต่ไม่ต้องการให้คนงานอื่นๆ ตื่นตระหนก จึงแอบสั่งเตรียมรถบัสให้ทุกคนเตรียมหนี
แต่พอล่วงสู่เวลา 01.00 น. วันที่ 15 มีนาคม แรงดันในเตา 2 ลดลงเล็กน้อย เปิดทางให้เทปโก้ฉีดน้ำหล่อเย็นแกนปฏิกรณ์ได้ นายโยชิดะจึงไม่ได้สั่งอพยพคนงาน กระทั่งวิกฤติใหม่เกิดขึ้นอีกระลอก เสียงระเบิดดังมาจากเตาหมายเลข 2 ในเวลา 06.00 น.ของเช้าวันนั้น นายโยชิดะ จึงให้คนงานประมาณ 650 คนอพยพจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะหมายเลข 1 ไปยังโรงไฟฟ้าหมายเลข 2 ในอีกชั่วโมงต่อมา
แต่มีคนงาน 50 คนที่ต้องอยู่เฝ้าและซ่อมเตาปฏิกรณ์ที่เสียหาย ซึ่งต่อมาพวกเขาเหล่านั้น เป็นที่รู้จักและได้รับคำชื่นชมไปทั่วโลกในฐานะ ฟูกูชิมะ 50"

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก คมชัดลึก วันที่ 1 มกราคม 2555